วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ประวัติ ความเป็นมาของเซรามิก และเครื่องปั้นดินเผา จังหวัดเชียงใหม่

เครื่องปั้นดินเผานั้นเกิดขึ้นได้เนื่องจากความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์ ซึ่งแต่เดิมคงทำขึ้นเพื่อเป็นภาชนะใส่อาหาร และน้ำ ต่อมามนุษย์ก็พัฒนาเครื่องปั้นดินเผาให้มีคุณภาพดีขึ้นและประโยชน์ใช้สอยของเครื่องปั้นดินเผาก็เพิ่มขึ้นตามลำดับเช่นกัน
     ในประเทศไทย มีเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เครื่องสังคโลก มีลักษณะเหมือนถ้วยชามของจีนในสมัยปลายแผ่นดินซ้อง เป็นชนิดเคลือบทึบ ต่อมาเมื่อสุโขทัยอยู่ภายใต้อยุธยา ฝีมือการทำเครื่องปั้นดินเผาก็เสื่อมลงเป็นแค่การปั้นดินหยาบๆ  เท่านั้น  ปัจจุบันการทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลาย มีโรงงานอุตสาหกรรม ที่ทำเครื่องปั้นดินเผาเกิดขึ้นหลายแห่ง



ประวัติความเป็นมาของเครื่องปั้นดินเผา จังหวัดเชียงใหม่ 
      เครื่องปั้นดินเผานั้นพบหลักฐานการทำอยู่ทั่วไปประเทศไทยส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ ของเรานั้นก็ได้มีการค้นพบถ้วยชนิดหนึ่งเคลือบ ในเขตตำบลออนใต้ อำสันกำแพง บริเวณหมู่บ้านป่าตึงและกิ่งย่าแดง และเมื่อมีการสำรวจบริเวณดังกล่าวได้พบในพื้นที่ ราบ และขุดเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นโพรงหรืออุโมงค์ ตามเนินเขาหรือฝั่งแม่น้ำ เตาเผามีจำนวน ถึง 83 แห่งลักษณะเตาเผาที่พบเป็นการขุดเป็นหลุมแล้วก่ออิฐปิดเป็นผาหลุมข้างบนนั้นไม่เคลือบปากและก้นถ้วย เมื่อเวลาเผาใช้วิธีวางปากถ้วยบนปากถ้วยและนำมาวางซ้อนกันและปล่อยให้เปลวไฟแล่นผ่านจนน้ำเคลือบละลาย

     สิ่งที่พบส่วนใหญ่เป็น จาน ชาม ขวด ไห ขนาดต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอายุสมัยรัชวงศ์มังราย ( พ.ศ. 1984 - 2101 ) นอกจากนี้ยังค้นพบเครื่องถ้วยถ้วยในบริเวณเชิงเขาดอยโทงผาอ่าง ตำบลศรีงาม อำเภอสันทราย ซึ่งนายจองยี นายคำทร และนายจองคำ ชาวไทยใหญ่มาตั้งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาชนิดเคลือบสีเขียว หรือเรียกว่า  ศิลาดล  ประมาณ 70 ปีมาแล้ว
     ดังนั้นเครื่องปั้นดินเผาทั้งชนิดเคลือบและไม่เคลือบนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้ง ของเตาเผา ว่ามีลักษณะเนื้อดินที่ใช้ในการปั้นนั้นอยู่ในลักษณะใด รวมทั้งฝีมือการปั้นของช่างปั้นในแต่ละท้องที่ด้วย ในที่นี้จะกล่าวถึงเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ เพราะประเภท ของเครื่องปั้นดินเผาลักษณะนี้ ชาวบ้านยังนิยมทำกันอยู่และคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตบริเวณบ้านเหมืองกุง ตำบลหนองควาย ตำบลหนองแก้ว บ้านกวน บ้านไร่ บ้านหม้อ ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง เป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ


 ประวัติความเป็นมาของศิลาดล จังหวัดเชียงใหม่
ศิลาดลเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ความร้อนสูง เคลือบด้วยขี้เถ้าไม้ผสมดินหน้านาทำให้เคลือบเป็นสีเขียวเหมือนหยก เป็นการเคลือบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ศิลาดล ( celadon ) หรือเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบด้วยวัสดุธรรมชาติมีลักษณะเป็นเคลือบใสสีเขียวหยกมองทะลุเนื้อดินได้ ผิวเคลือบจะราน ( แตกลายงา crack ) สีเขียวที่เกิดขึ้นทำได้โดยการทำไม้ก่อไม้รกฟ้ามาเผาเอาขี้เถ้า แล้วนำมาผสมกับดินหน้าผิวนาแล้วเผาเคลือบด้วยวิธี ลดออกซิเจน ( reducing ) เผาความร้อนสูงประมาณ 1,2060-1,300 องศาเซลเซียส

     ศิลาดล หรือสังคโลก มาจากคำภาษอังกฤษสันสกฤตคำว่า " ศิลา " แปลว่าหิน " ดล " แปลว่าเขียว รวมกันแปลว่าหินสีเขียว เป็นผลงานความพยายามของมนุษย์ที่จะเลียนแบบหยกในธรรมชาติ โดยที่หยกได้รับความนิยมว่าเป็นหินที่ได้รับความนิยมว่าเป็นหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งสวยงาม และนำโชคลาภมาให้ " ศิลาดล"ทำขึ้นโดยวัสดุธรรมชาติล้วนๆไม่มีสารเคมีใด ๆ เจือปนจึงได้รับยกย่องว่ามีความปลอดภัยสูงจึงใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร "ศิลาดล"มักตกแต่งให้สวยงามโดยการขูดแกะสลักเซาะร่องหรือ กด ประทับ ก่อนที่จะเคลือบ
     สำหรับศิลาดลของเชียงใหม่ยุคปัจจุบัน ได้กำเนิดขึ้นมาเมื่อกว่า ๙๐ปีมาแล้วโดยชาวไทยใหญ่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ (บริเวณธนาคาร กรุงเทพ สาขาช้างเผือก และโรงแรม ช้างเผือก ถ.โชตนา ในปัจจุบัน)
     ชาวไทยใหญ่เหล่านี้ได้ตั้งบ้านเรือนและทำเตาเผาเครื่องเคลือบดินเผาศิลาดลซึ่งเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านหรือกิจการในครอบครัวต่อมาบุคคลผู้สืบสานและบุกเบิกการทำเครื่องปั้นดินเผาศิลาดลในเชิงการค้าเมื่อกว่า๕๐ ปีที่ผ่านมาคือ “ลุงแดง” หรือ “คุณบุณยืน วุฒิสรรพ์” โดยใช้ชื่อว่า “โรงงานเชียงใหม่สังคโลก”
     จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งดินดำซึ่งเป็นวัตถุดิบ สำคัญที่นำมาใช้ในการผลิต ศิลาดล  เพราะเชียงใหม่เป็นแหล่งดินดำซึ่งผิดกับลำปางเพราะดินของลำปางเป็นดินขาว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเครื่องปั้นดินเผาของเชียงใหม่กับลำปางจะมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและดินของลำปางก็ไม่สามารถนำมาผลิตศิลาดลได้  ในช่วงที่เชียงใหม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าหลายครั้งในเวลาต่อมาทำให้ศิลปะการผลิตศิลาดลเริ่มขาดการสืบทอด จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐เริ่มมีนักโบราณคดีชาวไทยและต่างประเทศหลายราย ที่ทราบว่าเชียงใหม่เคยเป็นแหล่งผลิตสำคัญของศิลปะแขนงนี้มีความต้องการจะฟื้นฟูกลับขึ้นมาอีกครั้ง (ข้อมูลอ้างอิงสรรพช่าง : ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชียงใหม่)

อ้างอิง http://tisc.feu.ac.th/content.aspx?file_upload_id=2036

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น